เมื่อ : 18 มี.ค. 2567

ZORT แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกครบวงจร ร่วมกับ ROZA แบรนด์อาหารที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 50 ปี เปิดกลยุทธ์สู่ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ ทรานส์ฟอร์มแบรนด์ในตำนาน 50 ปี ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านค้าและสต๊อกอัจฉริยะ ครองแชมป์อันดับ 1 บน มาร์เก็ตเพลส ในกลุ่มสินค้าปลากระป๋อง อาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ  พร้อมตั้งเป้าเข้าถึงทุกครัวเรือนไทย ครอบคลุม 80% ของครัวเรือนภายในปี 2568  เผย Omni-channel  เป็นกลยุทธ์สำคัญแห่งยุคผสานทุกช่องทางซื้อขายแบบไร้รอยต่อ เผยผลสำรวจ 60% ผู้บริโภค ต้องการซื้อของกับร้านค้าที่มีหน้าร้านทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในขณะที่ลูกค้า ZORT ซื้อระบบบริหารจัดการหน้าร้านเพิ่ม 86.91%


นายสวภพ ท้วมแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) เปิดเผยการขยายธุรกิจสู่ช่องทางออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับการขายหน้าร้านแบบไร้รอยต่อ โดยผลสำรวจพบว่า 60% ผู้บริโภค ต้องการซื้อของกับร้านค้าที่มีหน้าร้านทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ข้อมูลจาก ZORT เองก็บ่งชี้ว่า ลูกค้าซื้อระบบบริหารจัดการขายหน้าร้านของบริษัท เพิ่มขึ้น 86.91% ในปี 2566  สะท้อนให้เห็นว่า Omni-channel กลายเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในยุคนี้ที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน การผสานช่องทางขายออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น เพิ่มโอกาสในการขาย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ เข้าถึงข้อมูลลูกค้า และพัฒนาสินค้าใหม่

 

ZORT เข้าไปช่วย บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด  หรือ “โรซ่า” ผู้คร่ำหวอดในตลาดซอสมะเขือเทศและปลากระป๋องไทยมานานกว่า 50ปี ROZA ปรับกลยุทธ์สู่โลกออนไลน์ โดยใช้ระบบบริหารจัดการร้านค้าและสต๊อก ZORT 

 

ซึ่งช่วยให้จัดการออเดอร์ สต๊อกสินค้า และข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำเอาระบบบริหารจัดการร้านค้าและสต๊อก ซึ่งมีฟีเจอร์ ZORT order management ช่วยรวบรวมออเดอร์จากทุกช่องบนออนไลน์ อี-มาร์เก็ตเพลส โซเชียลคอมเมิร์ซ  มาจัดการในที่เดียว  ฟีเจอร์ ZORT sales channel  เชื่อมต่อทุกช่องทางขายครบทุกแพลตฟอร์มฟีเจอร์ ZORT stock management ฟีเจอร์ สต๊อกอัจฉริยะ อัพเดตสต๊อกสินค้าอัตโนมัติทุกช่องทาง แบบเรียลไทม์ ฟีเจอร์ ZORT Logistic management  ช่วยเรียกบริการขนส่งชั้นนำครบทุกค่าย ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในราคาที่คุ้มค่ากว่า  ฟีเจอร์ ZORT report   รายงานการขาย สามารถดูยอดขายกำไร ต้นทุนได้จากทุกที่ ซึ่งจะช่วยในการวางแผนธุรกิจได้ทั้งมิติการตลาด ความต้องการผู้บริโภค รวมไปถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด

 

 

 

“การขยายช่องทางการขายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจ และจำเป็นต้องมองให้รอบด้านทั้งภาพรวมตลาด ความแตกต่างของแต่ละช่องทาง อุปสรรคสำคัญของการขยายช่องทางขายของธุรกิจคือการบริหารจัดการหลังบ้าน หากบริหารจัดการไม่ดีอาจเพิ่มต้นทุนการจัดการเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะในด้านกำลังคนและเวลาในการจัดการ การรู้จักนำประโยชน์จากเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญและปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป” นายสวภพกล่าวทิ้งท้าย


นายยิ่งสวัสดิ์ ธนสุวรรณเกษม Digital Marketing Manager บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด  ผู้จัดจำหน่าย สินค้าแบรนด์ “โรซ่า” เปิดเผยว่า กระแสการขายสินค้าออนไลน์เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ROZA จึงปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ (Seamless Customer Experience)  และเพิ่มการสื่อสารกับลูกค้าบน Social Media และ Marketplace ผ่านการแนะนำสินค้า การไลฟ์สด และสร้างการมีส่วนร่วมกระแสการขายสินค้าออนไลน์ได้ ส่งผลให้ โรซ่า มีแนวคิดทรานส์ฟอร์มช่องทางขายเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลสินค้าและเลือกซื้อสินค้าของแบรนด์ได้ทุกเวลา

 หากลูกค้าต้องการซื้อสินค้าทันทีสามารถไปซื้อที่หน้าร้าน แต่ถ้าไม่ต้องการสินค้าทันที ก็สามารถเลือกสั่งจากช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ ROZA เป็นอันดับ 1 บนช่องทางมาร์เก็ตเพลสในกลุ่มสินค้าปลากระป๋อง อาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์มะเขือเทศสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจออฟไลน์สามารถประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์ได้

ทั้งนี้ เป้าหมายในอนาคต ROZA ตั้งเป้าทุกครัวเรือนไทยต้องมีผลิตภัณฑ์ โรซ่า 1 ชิ้นติดบ้าน และเข้าถึงทุกครัวเรือนไทย ครอบคลุม 80% ของครัวเรือนไทย ภายในปี 2568 เพื่อตอกย้ำการเป็น Roza Family Food แบรนด์ที่มีสินค้าหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว ปัจจุบัน ROZA จำหน่ายสินค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ช่องทางออฟไลน์: ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ช่องทางออนไลน์: Shopee Lazada Tiktok Shop มีสินค้า ROZA กว่า 50 รายการใน กลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ กลุ่มสินค้าปลากระป๋อง กลุ่มสินค้าอาหารพร้อมทาน ซอสปรุงสำเร็จโรซ่าเชฟแอทโฮม

 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Marketing/New Product
สหพัฒนพิบูล หรือ SPC ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจที่ขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการได้รับ ประกาศนียบัตรการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ประจำปี 2568 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สะท้อนกลยุทธ์ “Green Supply Chain” มุ่งสู่การเป็น “องค์กรคาร์บอนต่ำ” อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดสู่ซัพพลายเชน ขับเคลื่อน “Green Ecosystem” ทั้งระบบ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินรอบปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม) บริษัทได้ดำเนินการคำนวณและทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ของ อบก. อย่างครบถ้วน โดยผลการรับรองดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวทางสากล SPC เปิดเผยอีกว่า บริษัทไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาองค์กร แต่ได้เดินหน้าสร้าง “Green Ecosystem” โดยสนับสนุนบริษัทย่อยและพันธมิตรหลัก ให้ดำเนินการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันทั้งระบบ ประกอบด้วย • บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด (สำนักงานใหญ่) • บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด โรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จังหวัดปราจีนบุรี • บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด โรงงานผลิตเครื่องดื่มอัดแก๊ส จังหวัดนนทบุรี • บริษัท กรุงเทพ ทาวเวอร์ (1999) จำกัด (สำนักงานใหญ่) • บริษัท แดรี่ไทย จำกัด (สำนักงานใหญ่) และโรงงานผลิตนมเปรี้ยว จังหวัดราชบุรี • บริษัท ทิพย์วารินวัฒนา จำกัด (สำนักงานใหญ่) และโรงงานผลิตน้ำแร่มองต์เฟลอ จังหวัดตาก แนวทางดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ “Green Supply Chain” ที่ SPC มุ่งยกระดับทั้งระบบธุรกิจ ไม่ใช่เพียงองค์กรหลัก แต่ครอบคลุมถึงพันธมิตรในทุกมิติ ทั้งนี้ การได้รับการรับรอง CFO ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดย SPC พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการพลังงาน และระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และมีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศไทยสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” อย่างยั่งยืนในระยะยาว
12 มี.ค. 2569