‘ธุรกิจความงาม’ ไปได้สวย! เติบโตต่อเนื่อง 5 ปี ไม่มีแผ่ว เกิดลูกค้าใหม่ทั้งชายหนุ่มและนิวเจนเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยธุรกิจความงามในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ Health & Wellness เติบโตต่อเนื่อง 5 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 6621 ราย ทุนจดทะเบียนกว่า 1.9 แสนล้านบาท มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยปีละกว่า 1000 ราย โดย 3 ปีที่ผ่านมาสร้างรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดตกปีละกว่า 3 แสนล้านบาท ด้านการลงทุนจากต่างชาติมีมาเลเซีย จีน และสิงค์โปร์ เข้ามาลงทุนมากที่สุด ปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจความงามเติบโตมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุด ลูกค้ากลุ่มใหม่บูมทั้งผู้ชาย วัยรุ่น และสูงวัย Social Media ที่ปรับเทรนด์ค่านิยม
ในสังคม ให้ดูแลตัวเองมากขึ้น สร้างการตลาดที่เข้าถึงลูกค้า และด้านราคาให้บริการที่ถูกกว่าหลายประเทศดึงลูกค้าต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการวิเคราะห์ธุรกิจประจำเดือนมกราคม 2568 พบว่า ‘ธุรกิจความงาม’ มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และยังสอดรับกับการเป็น 1 ใน 10 ของธุรกิจดาวเด่นประจำปี 2568 กลุ่มธุรกิจ Health & Wellness ที่กรมฯ ได้วิเคราะห์ว่ามีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยธุรกิจความงามประกอบไปด้วยธุรกิจ 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 1) กลุ่มคลินิกเฉพาะทาง เช่น โรงพยาบาล คลินิกให้คำปรึกษา ศัลยกรรม เป็นต้น 2) คลินิกทันตกรรม การให้บริการทำฟันประเภทต่างๆ และ 3) กลุ่มความงาม การให้บริการลดน้ำหนัก ดูแลความงามตั้งแต่ใบหน้า ผิวพรรณ เล็บมือ/เท้า การให้คำปรึกษา การปลูกผม และกำจัดขน
อธิบดี กล่าวต่อว่า “จากข้อมูลนิติบุคคลในธุรกิจความงาม (ณ วันที่ 31 มกราคม 2568) พบว่า มีธุรกิจความงามในประเทศไทยจำนวน 6621 ราย ทุนจดทะเบียน 190160 ล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 5994 ราย (90.53%) ทุนจดทะเบียน 153879 ล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 582 ราย (8.79%) ทุนจดทะเบียน 758 ล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 45 ราย (0.68%) ทุนจดทะเบียน 35523 ล้านบาท ทั้งนี้ ธุรกิจขนาดเล็ก (S) เป็นกลุ่มที่อยู่ในตลาดนี้มากที่สุดจำนวน 6191 ราย (93.51%) ทุนจดทะเบียน 49560 ล้านบาท รองลงมาเป็นขนาดกลาง (M) 238 ราย (3.59%) ทุนจดทะเบียน 24275 ล้านบาท และขนาดใหญ่ (L) 192 ราย (2.90%) ทุนจดทะเบียน 116325 ล้านบาท
ข้อมูลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจความงามเป็นที่น่าจับตามอง หากวิเคราะห์ย้อนหลังไป 5 ปี (2563-2567) จะเห็นได้ชัดเจนว่าการจัดตั้งธุรกิจและทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 มีจำนวน 527 ราย ทุนจดทะเบียน 1302 ล้านบาท ปี 2564 มีจำนวน 589 ราย ทุนจดทะเบียน 1775 ล้านบาท ปี 2565 มีจำนวน 957 ราย ทุนจดทะเบียน 3472 ล้านบาท ปี 2566 มีจำนวน 1161 ราย ทุนจดทะเบียน 5523 ล้านบาท และ ปี 2567 มีจำนวน 1135 ราย ทุนจดทะเบียน 5547 ล้านบาท สำหรับเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมามีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 119 ราย ทุนจดทะเบียน 285 ล้านบาท ด้านผลประกอบการตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา (2564-2566) สร้างรายได้รวมสูงขึ้น ปี 2564 รายได้ 304724 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 354823 ล้านบาท และปี 2566 รายได้ 363145 ล้านบาท สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทยพบว่า มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2799 ล้านบาท โดยสัญชาติที่ลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ มาเลเซีย มูลค่า 201 ล้านบาท จีน มูลค่า 182 ล้านบาท และสิงคโปร์ 94 ล้านบาท
ปัจจัยสนับสนุนที่เป็นโอกาสให้ธุรกิจความงามเติบโตขึ้นมี 4 ปัจจัย คือ 1) การใช้เทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาให้บริการลูกค้า หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ 2) ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้าสู่ตลาด ทั้งลูกค้าผู้ชายที่ดูแลตัวเองมากขึ้น กลุ่ม Gen Z คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น กลุ่มผู้สูงอายุที่อยากสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามเทรนด์เวชศาสตร์ชะลอวัยและสอดรับกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวขึ้น และมีแนวโน้มที่ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะเข้ามาใช้บริการเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้นในอนาคต 3) Social Media ถือว่าเป็นประตูสำคัญที่ทำให้ลูกค้าพบเห็นธุรกิจความงามมากขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ให้บริการ ผ่านการตลาดออนไลน์ที่มีการทำโปรโมชันออกมาแข่งขันกัน ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบบริการ ราคา และเทคโนโลยีที่ให้บริการได้ด้วยตนเอง รวมถึง Social Media ยังเป็นแหล่งชุมชนที่นำเสนอคอนเทนต์ด้านความสวยความงามที่หลากหลาย เทคนิคการดูแลตัวเอง สะท้อนถึงค่านิยมและเทรนด์ในสังคมที่ดึงดูดใจให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์อยากจะพัฒนาตัวเองดูดีขึ้น หรือเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิต และ 4) ค่าบริการที่ถูกลง เนื่องจากมีการแข่งขันทางธุรกิจที่คึกคักและยังส่งผลดีทำให้ธุรกิจความงามในประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการมากขึ้น และยังส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism ตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย” อธิบดี กล่าวทิ้งท้าย
#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์