เมื่อ : 14 พ.ค. 2569

กรุงเทพฯ 14 พฤษภาคม 2569 — ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักข่าวกำลังเผชิญกับการคุกคามออนไลน์ ถ้อยคำเกลียดชัง และความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศผ่านการใช้เทคโนโลยี หรือ Technology-Facilitated Gender-Based Violence (TFGBV) ในระดับที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยคุกคามเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสุขภาวะของผู้สื่อข่าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อประเด็นที่ถูกนำเสนอในสังคม หรือแม้กระทั่งกำหนดว่าเสียงของใครจะถูกได้ยิน หรือถูกทำให้เงียบลงอีกด้วย

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific (CJT) หรือศูนย์ด้านวารสารศาสตร์และการดูแลบาดแผลทางใจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้คัดเลือกนักข่าว 13 คนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาร่วมเวิร์กชอปอย่างเข้มข้นเป็นเวลากว่า 4 วันในกรุงเทพฯ เพื่อเสริมทักษะการจัดการภัยคุกคามทางดิจิทัล และการสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือกับการละเมิดในโลกออนไลน์ โดยผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้รับคัดเลือกจากกระบวนการเปิดรับสมัคร โดยพิจารณาจากผลงานและประสบการณ์การทำข่าวที่ผ่านมา

กิจกรรมเวิร์กชอปถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–11 พฤษภาคม 2569 ณ Vero Supercampus กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการระยะที่สองจากทั้งหมดสามระยะของโครงการ “Not Alone Not Silenced” อันเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก International Programme for the Development of Communication (IPDC) ของ UNESCO ที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้นักข่าวสามารถรับมือกับการคุกคามออนไลน์ ถ้อยคำเกลียดชัง และ TFGBV ในภูมิภาค โดยในระยะแรก โครงการได้มีการจัดเซสชันออนไลน์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และหลังจากจบกิจกรรมเวิร์กชอปที่กรุงเทพฯ จะมีการต่อยอดโครงการด้วยโปรแกรมพี่เลี้ยงทางไกลต่ออีก 5 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับคำแนะนำอย่างต่อเนื่องระหว่างการพัฒนาเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้จริงในห้องข่าวทั่วภูมิภาค


 

ดร. คิมินา ไลออล

ผู้อำนวยการ Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific

“การเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ (Trauma) ของนักข่าวยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภาคสนามอีกต่อไป แต่มันยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกดิจิทัล ที่หลายครั้งเป็นการคุกคามที่พุ่งเป้ามายังตัวบุคคลโดยตรง ซึ่งส่งผลให้นักข่าวเกิดทั้งความบอบช้ำทางใจจากการรับรู้ประสบการณ์รุนแรงของผู้อื่น บาดแผลทางศีลธรรม การถูกข่มขู่ และภาวะหมดไฟจากการทำงาน ซึ่งล้วนสะสมและส่งผลกระทบในระยะยาว จากปัญหาทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ” ดร. คิมินา ไลออลล์ (Dr. Kimina Lyall) หนึ่งในสามผู้อำนวยการของ CJT และนักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทางใจ กล่าว

ความเร่งด่วนของปัญหานี้ยิ่งเห็นได้ชัดจากข้อมูลในระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผลกระทบต่อผู้หญิง ผลสำรวจระดับโลกของ UN Women ในปี 2568 พบว่าผู้สื่อข่าวหญิงร้อยละ 75 เคยประสบกับภัยการละเมิดในโลกออนไลน์ โดยหลายคนรายงานว่าถูกข่มขู่ว่าจะทำร้ายทั้งในด้านร่างกายและทางเพศ ทั้งยังถูกโจมตีด้วยข้อมูลบิดเบือนที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ (Coordinated Disinformation) เพื่อตอบโต้การทำงานข่าวของสื่อ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ร้อยละ 42 ระบุว่าความรุนแรงทางออนไลน์นั้นยังส่งผลมาสู่อันตรายในชีวิตจริง ข้อมูลเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า การละเมิดเหล่านี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความปลอดภัย และการประกอบวิชาชีพของนักข่าวแล้ว มันยังเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพสื่อทั่วโลกด้วย

ตลอดระยะเวลา 4 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านเซสชันที่ครอบคลุมการทำข่าวโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-informed Journalism) และผลกระทบจากการถูกละเมิดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกลยุทธ์ในการป้องกัน การโต้กลับอย่างปลอดภัย และการรับมืออย่างชาญฉลาด หนึ่งในหัวใจสำคัญของเวิร์กชอปคือแนวคิด “เสื้อเกราะดิจิทัล” หรือ Digital Flak Jacket ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่ปรับให้เหมาะกับบริบท ความเสี่ยง และสภาพแวดล้อมการทำงานของผู้เข้าร่วมแต่ละคน เพื่อช่วยให้นักข่าวสามารถคาดการณ์ จัดการ และลดความเสี่ยงในโลกดิจิทัลได้ โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างความตระหนักรู้ แต่ยังตั้งเป้าให้นักข่าวมีเครื่องมือที่ใช้ได้จริงและสอดคล้องกับบริบทงานข่าวของตนเอง ท่ามกลางระบบนิเวศทางดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เราตระหนักดีว่าภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและสุขภาวะของนักข่าวนั้นมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเครื่องมือที่เราใช้รับมือจึงต้องพัฒนาให้เท่าทันภัยคุกคามเหล่านี้” อมันธา เปเรรา (Amantha Perera) ผู้อำนวยการ CJT และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ กล่าว “แนวคิด “เสื้อเกราะดิจิทัล” ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของนักข่าวคนหนึ่งที่ต้องรายงานข่าวสงครามในศรีลังกา ทุกครั้งที่เขาเข้าไปในพื้นที่สู้รบ เขาจะสวมเสื้อเกราะกันสะเก็ดระเบิด เสื้อเกราะดิจิทัลก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน”


 

อมันตา เปเรรา

ผู้อำนวยการ Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific

นอกจากการเรียนรู้เชิงทักษะแล้ว กิจกรรมเวิร์กชอปยังออกแบบมาให้มีเซสชันกลุ่มย่อยและกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนประสบการณ์จริงที่แต่ละคนเผชิญมา และสร้างเครือข่ายระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพที่สามารถนำไปต่อยอดได้หลังจบกิจกรรม พื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักข่าวที่ต้องรับมือกับภัยคุกคามออนไลน์ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว หรือไม่มีเครือข่ายสนับสนุนที่ชัดเจนทั้งในประเทศบ้านเกิดหรือแม้แต่ในที่ทำงานของตน

“การสร้างเครือข่ายสนับสนุนระหว่างนักข่าวที่ต้องเผชิญกับการข่มขู่และการคุกคาม ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจและบรรเทาความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะกับนักข่าวแบบฟรีแลนซ์ หรือนักข่าวที่ต้องทำข่าวจากพื้นที่ที่ห่างไกลจากบ้านเกิด” ดร. เคต แมคมาฮอน (Dr. Cait McMahon) ผู้อำนวยการ CJT และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของนักข่าวและบุคลากรสื่อ อธิบายเพิ่มเติม “เมื่อนักข่าวต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะความหวาดกลัว หรือไม่สามารถทำหน้าที่รายงานข่าวได้เพราะผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรง นั่นย่อมสะท้อนถึงปัญหาเสรีภาพสื่อในอีกมิติหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสียงของพวกเขาก็ถูกกดทับให้เงียบลง ไม่ต่างจากนักข่าวที่ถูกคุมขังจากการทำหน้าที่ของตัวเอง”

ดร. เคต แม็กมาฮอน OAM

ผู้อำนวยการ Centre for Journalism and Trauma Asia Pacific

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการสื่อสารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วีโร่ (Vero) ร่วมสนับสนุนงานด้านการสื่อสารให้แก่ CJT โดยไม่คิดค่าบริการ เพื่อช่วยขยายผลแคมเปญออกสู่สาธารณะ และร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อที่มีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“นักข่าวมีบทบาทสำคัญในการทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน แต่ยังมีนักข่าวอีกหลายคนกำลังทำหน้าที่นี้ภายใต้แรงกดดันจากภัยการละเมิดบนโลกออนไลน์” นิธิกานต์ ลดาเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของวีโร่ กล่าว “ในฐานะที่ปรึกษาด้านการสื่อสารที่ทำงานใกล้ชิดกับสื่อมวลชนทั่วภูมิภาค เราเล็งเห็นถึงความท้าทายมากมายที่นักข่าวต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ที่วีโร่ เราเชื่อว่าภาคธุรกิจควรมีบทบาทในการสร้างระบบนิเวศของข้อมูลข่าวสารที่ดียิ่งขึ้น และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับ CJT ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยสร้างอนาคตที่นักข่าวสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องอยู่กับความหวาดกลัวอีกต่อไป”

ก่อนหน้าโครงการในปีนี้ CJT ได้ทำงานร่วมกับนักข่าวทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งจากอินเดีย ศรีลังกา ฟิจิ หมู่เกาะโซโลมอน เนปาล ปากีสถาน ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ มาเป็นเวลากว่า 22 ปี ท่ามกลางภัยคุกคามทางดิจิทัลที่ยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โครงการอย่าง ”Not Alone Not Silenced” ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้นักข่าวได้รับการสนับสนุน คุ้มครอง และสามารถทำหน้าที่เพื่อสังคมของพวกเขาได้อย่างเต็มที่

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ