โนเกีย อัปเกรดโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ MCT ของซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น ยกระดับการเชื่อมต่อทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงข่ายที่ได้รับการยกระดับครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รองรับความต้องการของผู้ให้บริการ AI คลาวด์ และผู้ให้บริการคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ด้วยเครือข่ายที่มีความหน่วงต่ำและความเสถียรสูง
· โครงการดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพให้ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน
โครงข่ายการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคที่มีความจุสูง ประสิทธิภาพการทำงานสูง และมีความน่าเชื่อถือ
· เทคโนโลยี PSE-6 Coherent Optics ของโนเกียช่วยลดการใช้พลังงานของโครงข่ายได้สูงสุดถึง 60% สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น
17 มิถุนายน 2569 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – โนเกียประกาศได้รับการคัดเลือกจาก บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ซิมโฟนี่) ให้ดำเนินการอัปเกรดระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อมาเลเซีย-กัมพูชา-ไทย (MCT) ด้วยโซลูชันออปติคัลประสิทธิภาพสูง โดยภายใต้โครงการดังกล่าว ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จะเปลี่ยนอุปกรณ์เดิมเป็นอุปกรณ์ Submarine Line Terminal Equipment (SLTE) ของโนเกีย ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเลนส์โคฮีเรนต์ Photonic Service Engine รุ่นที่ 6 (PSE-6)
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ระบบจะสามารถรองรับความจุการรับส่งข้อมูลได้สูงสุด 30 เทราบิตต่อวินาที (Tbps) ต่อสายไฟเบอร์หนึ่งคู่ เพิ่มขึ้นจากระบบเดิมถึง 3 เท่า พร้อมยกระดับการเชื่อมต่อความหน่วงต่ำระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รองรับการใช้งานดิจิทัลขั้นสูงที่ต้องการการประมวลผลแบบเรียลไทม์ อาทิ AI Inference การขยายทรัพยากรคลาวด์ตามความต้องการ (Cloud Bursting) และแอปพลิเคชันสำหรับภารกิจสำคัญขององค์กร (Mission-critical Applications) นอกจากนี้ การอัปเกรดโครงข่ายดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ให้บริการโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน
สายเคเบิลใต้น้ำ MCT นับเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำเพียงแห่งเดียวที่มีจุดขึ้นฝั่งในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ศูนย์กลางสำคัญของการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศไทย ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์รวมกว่า 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนมากกว่า 23000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเติบโตของการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ในภูมิภาคกำลังดึงดูดผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลระดับโลกให้เข้ามาใช้บริการโครงข่ายที่มีความน่าเชื่อถือและรองรับปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น โดยการอัปเกรดสายเคเบิลใต้น้ำ MCT จะช่วยเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อระหว่างประเทศด้วยค่าความหน่วงต่ำ พร้อมรองรับข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่อโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง
นายอเล็กซ์ โลท์ (Alex Loh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การอัปเกรดระบบเคเบิลใต้น้ำ MCT สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยโซลูชันเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำของโนเกีย เราจะสามารถมอบความจุและความเสถียรที่เหนือกว่า พร้อมก้าวสู่การเป็นพันธมิตรด้านการเชื่อมต่อที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้บริการ Hyperscalers
และองค์กรต่าง ๆ ที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายอาเจย์ ชาร์มา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของโนเกีย กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้ขยายความร่วมมืออันยาวนานกับซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จากโครงข่ายภาคพื้นดินและโครงข่ายเชื่อมต่อข้ามพรมแดน สู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเคเบิลใต้น้ำ โดยการอัปเกรดครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเชื่อมต่อดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับความไว้วางใจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านบริการดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และคลาวด์
โซลูชัน PSE-6 ของโนเกียใช้เทคโนโลยีหน่วยประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) ขนาด 5 นาโนเมตร พร้อมระบบเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มความจุของโครงข่าย ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายตัวของเครือข่ายในระยะยาว โดยสามารถมอบเส้นทางการเชื่อมต่อโดยตรงที่มีความจุสูงและความหน่วงต่ำ สำหรับภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) รวมถึงผู้ให้บริการ AI และคลาวด์ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้พลังงานของโครงข่ายได้ถึง 60% การติดตั้งระบบดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม WaveSuite ซึ่งเป็นระบบควบคุมจัดการเครือข่ายออปติกอัตโนมัติจากโนเกียอีกด้วย ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นและบริหารจัดการเครือข่ายแบบหลายชั้น (Multilayer Network Visibility) ผ่านศูนย์ควบคุมเดียว (Single Pane of Glass) พร้อมรองรับระบบอัตโนมัติข้ามโดเมน (Cross-domain Automation) เพิ่มความสามารถในการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ยกระดับการบริหารจัดการตลอดอายุการใช้งานของโครงข่าย และเสริมความยืดหยุ่นของเครือข่าย เพื่อรองรับการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงแบบครบวงจร
สื่อมัลติมีเดีย ข้อมูลทางเทคนิค และข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
หน้าผลิตภัณฑ์: PSE-6
หน้าผลิตภัณฑ์: 1830 Photonic Service Switch (PSS)
หน้าผลิตภัณฑ์: ระบบอัตโนมัติสำหรับโครงข่ายออปติคัล WaveSuite
หน้าผลิตภัณฑ์: โซลูชันโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ
