เมื่อ : 22 ก.ย. 2569

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” เดินหน้าแนวคิด Life Flexibility หรือ “ซื้อบ้านแล้วชีวิตต้องไปต่อได้” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรหลายด้าน เพื่อช่วยให้ลูกค้าวางแผนเรื่องบ้านได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อ การลดค่าใช้จ่ายก่อนเข้าอยู่ ไปจนถึงการใช้พลังงาน เทคโนโลยี ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยมีเป้าหมายให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี ไม่ใช่ภาระที่ทำให้ครอบครัวต้องหยุดแผนอื่นในอนาคต โดยมองว่าการซื้อบ้านหนึ่งหลังมีค่าใช้จ่ายมากกว่าราคาบ้านและค่างวดรายเดือน เพราะยังมีค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่าดูแลรักษา ค่าแต่งบ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องเดินต่อไปพร้อมกัน บริษัทฯ จึงนำแนวคิด Life Flexibility มาใช้ในการพัฒนาบ้านและดูแลลูกค้า ตั้งแต่วันที่เริ่มหาบ้าน ระหว่างขอสินเชื่อ ไปจนถึงวันที่เข้าอยู่อาศัยจริง

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สำหรับหลายครอบครัว บ้านคือการตัดสินใจทางการเงินครั้งใหญ่ ลูกค้าไม่ได้ถามเพียงว่าบ้านราคาเท่าไร แต่ยังคิดต่อว่าจะต้องผ่อนเดือนละเท่าไร เหลือเงินสำรองพอหรือไม่ และหลังซื้อบ้านแล้วจะยังดูแลครอบครัวหรือทำตามแผนชีวิตอื่นได้ไหม สิ่งที่ลลิลอยากทำคือ ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพเหล่านี้ชัดขึ้นก่อนตัดสินใจ และเลือกบ้านที่เหมาะกับชีวิตจริงของตัวเอง” ลลิลจึงทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าย อาทิ สถาบันการเงินช่วยให้คำแนะนำเรื่องความพร้อม วงเงิน ค่างวด และระยะเวลาผ่อนชำระ ส่วนพันธมิตรด้านพลังงานและเทคโนโลยีก็เข้ามาช่วยให้บ้านประหยัด ปลอดภัย และใช้งานสะดวกขึ้น ขณะที่พันธมิตรด้านสินค้า บริการ การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ ก็เข้ามาช่วยในส่วนของการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นบ้านหลังใหม่ รวมถึงเติมความสะดวกให้ชีวิตประจำวันหลังเข้าอยู่เช่นกัน จากความร่วมมือเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจัดโปรโมชันในช่วงขายเท่านั้น แต่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ในแต่ละช่วงจริงๆ เพื่อการใช้ชีวิตในระยะยาว


 


 

แนวคิด Life Flexibility ของลลิลเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้ามีบ้านแล้วต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านอื่นด้วย บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับ 4 เรื่อง ได้แก่ 1) ราคาที่เหมาะกับกำลังซื้อ 2) ทำเลที่ช่วยประหยัดเวลาและค่าเดินทาง 3) พื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงและปรับเปลี่ยนได้เมื่อครอบครัวเติบโต และ 4) บ้านประหยัดพลังงานภายใต้แนวคิด LALIN Green Proof ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายหลังเข้าอยู่ซึ่งกลุ่มที่ลลิลให้ความสำคัญคือ ผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะคนที่กำลังซื้อบ้านหลังแรกและครอบครัวที่ต้องการขยับขยาย บ้านในแต่ละทำเลจึงถูกพัฒนาจากความเข้าใจเรื่องรายได้ การเดินทาง และรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อให้พื้นที่ที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อได้ใช้งานจริง และค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของบ้านอยู่ในระดับที่จัดการได้


 

จากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าหาพันธมิตรที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง โดยพิจารณาว่าความร่วมมือนั้นช่วยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา เพิ่มความปลอดภัย หรือทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นอย่างไร พร้อมเชื่อมการดูแลตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงหลังโอน เพื่อให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ส่งมอบบ้าน


 

“บ้านที่ดีควรทำให้เจ้าของรู้สึกมั่นคงและมองเห็นอนาคตได้ ไม่ใช่ทำให้ต้องหยุดความฝันเรื่องอื่นของครอบครัว สิ่งที่ลลิลและพันธมิตรอยากช่วยกันทำ คือทำให้ลูกค้ามีบ้านที่เหมาะกับกำลังของตัวเอง ใช้ชีวิตได้สะดวก และยังมีพื้นที่ให้เดินหน้าต่อทั้งเรื่องครอบครัว การศึกษา สุขภาพ และการออม นี่คือความหมายของคำว่า ‘ซื้อบ้านแล้วชีวิตต้องไปต่อได้’ สำหรับเรา” นายชูรัชฏ์กล่าวสรุป
 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ